2007/Feb/21

ระหว่างเอาของออกจากกระเป๋าหลังจากกลับมาเหยียบกรุงเทพไม่ถึงชั่วโมง...

12/01/07 ค่ำคืนในความมืด

การเดินทางออกนอกจังหวัด(กรุงเทพฯ) ครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายครั้งที่เต็มใจปลดภาระที่แบกไว้ ถึงจะชั่วคราว และต้องกลับมาเจอกันอีกครั้งก็ตาม

ไก่ คือเพื่อนร่วมทางตั้งแต่กรุงเทพถึงเชียงใหม่ เรานัดเจอกันที่หมอชิตค่ำๆ คืนวันศุกร์ 10 ชั่วโมงต่อมาเราก็ถึงเชียงใหม่ และแยกกันที่อาเขต

อาหารมื้อแรกที่ร้านเล็กๆ ข้างอาเขตระหว่างรอขึ้นรถตู้ไปปาย

2 วิธีที่จะขึ้นไปปายคือรถเมล์ 72 บาท ส่วนรถตู้ 150 บาท รถเมล์ถึงจะถูกกว่ารถตู้เท่าหนึ่งแต่ถึงช้ากว่านิดหน่อย (ด้วยความใจร้อน เลยเลือกรถตู้) ระหว่างต่อแถวอยู่ มีฝรั่ง 2 คน เอาตั๋วมาขายคืนที่ช่องขายตั๋ว แต่พนักงานไม่รับคืน เขาก็เลยหันมาขายให้เรา ก็เลยซื้อ จ่ายเงินเขาไป 150 บาท แต่ตั๋วเป็นแบบ 2 ที่นั่ง แต่ดันมีคนซื้อคนเดียว เขา 2 คนจึงยกตั๋วคู่นั้นให้ คิดอยู่นานว่าจะทำยังไงกับมันดี พอดีมีพี่ผู้หญิงไทยรออยู่แถวนั้น ก็เลยถามว่าจะขึ้นไปปายหรือเปล่า พอแกตอบตกลง ก็กำลังจะเอาเงินไปคืนฝรั่งอีก 150 บาท หันมาอีกที ฝรั่งหัวทองสองหัวก็รถแดงหายวับไปต่อหน้าต่อตา เอาไงต่อดีละนี่ ความเจ้าเล่ห์ก็บังเกิดขึ้น เอางี้ไหมพี่ ออกคนละครึ่งแล้วกัน เมื่อตกลงกันได้ ก็หายาแก้เมารถกินกันอายเอาไว้ จะได้ไม่อ้วกโค้งใดโค้งหนึ่งใน 762 โค้ง

เมื่อถึงจุดพักรถ น้องคนนี้เป็นประชากรเมืองคนแรกที่ใช้เวลาด้วยมากที่สุด แม่แกบอกว่าวันนี้วันเด็ก แต่งานจัดไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้เลยให้ตามออกมาขายของด้วย ในตะกร้าใบบิ๊กที่อยู่สองข้างรถมอเตอร์ไซด์มีข้าวบนยอดดอย และส้มอมเปรี้ยวกิโลละ 8 บาท พี่หนุ่ย(พี่สาวที่ช่วยกันหารค่ารถ)อุดหนุนส้มแกไปหนึ่งถุง ก่อนจะขึ้นรถต่อไปที่ปาย

ลาพี่หนุ่ยที่ท่ารถด้วยท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่องกับค่ารถราคาประหยัด ก่อนจะหันมาทักทายกับเมืองปาย สวัสดี... นี่อะหรอ เมืองที่ทุกคนใฝ่ฝันว่าจะมากัน (เริ่มสปอยล์แล้วนะ) เออ มันก็อาร์ตดี ดูออกจะคนเยอะไปสักหน่อย อาจจะเป็นเพราะวันที่มาถึงเป็นวันเสาร์ และเป็นวันเสาร์ที่ตอนค่ำๆ จะมีคอนเสิร์ตเรกเก้ที่รีสอร์ทในปายอีกด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปายในเวลานี้จะกลายเป็นเมืองที่รวบรวมชาวเก๋ไว้มากขนาดไหน นั่งรออยู่ไม่นานเพื่อนที่ล่วงหน้ามาแล้วก็ขี่มอเตอร์ไซด์มารับไปที่ที่พัก ที่ฝากมันจองเอาไว้พร้อมกำชับอย่างเคร่งครัดว่าเอาที่ถูกๆ นะ ไม่มีตังค์ มันเลยจองกระท่อมเล็กๆ คืนละ 150 บาทชื่อว่า นิลยารีสอร์ท (เป็นชื่อจริงของยายนิล เจ้าของรีสอร์ท) เอาไว้ให้ ฝั่งซ้ายของที่พักเป็นแม่น้ำปาย ส่วนฝั่งขวาเป็นไร่กระเทียมของชาวบ้าน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกกับการเดินทาง(เกือบ)คนเดียว ทำให้หวิวๆ อยู่เหมือนกันกับการที่ต้องอยู่ห้องนี้คนเดียว 2 คืน ก็ลองดูว่ามันจะสักเท่าไรกัน

การ์ตูน ต้น มีน เพื่อนผู้ล่วงหน้ามาก่อน

บ้านพัก ราคาคืนละ 150 บาท โทรศัพท์ ทีวี วิทยุ โซพา--- ไม่มี มีแต่ที่นอนผ้าห่ม หมอน มุ้ง

เก็บของในห้องเรียบร้อย ต้น (เพื่อนที่ย้ายถิ่นฐานจากท่าน้ำนนท์ไปอยู่ที่เชียงใหม่ และขึ้นไปปายอาทิตย์ละครั้ง) ก็พาไปกินข้าวซอยร้านถูกๆ ถึงจะไม่ได้อร่อยมากมาย แต่ช่วยให้หายคิดถึงบรรยากาศเมืองเหนือไปได้บ้าง หลังจากห่างหายไปนานเกือบปี กินข้าวเสร็จมันก็อาสาขี่มอเตอร์ไซด์พาขึ้นเขา

แยกซ้ายเป็นแยกขึ้นไปหมู่บ้านชาวจีนยูนาน และแยกขวาคือหมู่บ้านชาวเขาเผ่าลีซอ เราตัดสินใจเลี้ยวซ้ายก่อน พอไปถึง อาแปะก็เชื้อเชิญให้เรานั่งชิมชาฟรี อาซิ้มก็กระตือรือร้นเอาชาน้ำค้างมาเสิร์ฟพร้อมบ๊วยชนิดต่างๆ แก้วชาถูกคว้ำอยู่ในถ้วยเล็กๆ เมื่อเราค่อยๆ ยกขึ้น น้ำชาก็จะไหลออกมาเต็มแก้วพอดิบพอดี อาซิ้มบอกว่าถ้าเราเอาถ้วยชามาอังตา จะทำให้เรารู้สึกสดชื่น ไม่รู้ที่แกพูดจะจริงหรือเปล่า แต่ก็ลองทำไปแล้ว แล้วก็อุปทานไปเองว่า สดชื่นจริงๆ ด้วย ที่ประทับใจมาก จนแทบจะยกรางวัลชื่อผลิตภัณฑ์ดีเด่นให้ก็คือ 'บ๊วยความรัก' เชื่อเหอะว่าบรรยากาศแบบนี้ ใครๆ ก็อยากกินบ๊วยความรักกันทั้งนั้น แหม... ก็ชื่อเขาดีจริงๆ

ชาน้ำค้างและบ๊วยชนิดต่างๆ

วัฒนธรรมของชาวเขาเผ่าลีซอก็น่าสนใจไม่แพ้กันกับวัฒนธรรมชาวจีนยูนานเหมือนกัน เริ่มกันด้วยนี่... ขอเรียกมันว่าเนื้อหมูม้วนแล้วกัน เขาจะเอาเนื้อหมูสดที่ได้ไปตากแห้ง หน้าตาคล้ายๆ กุนเชียง

ขับรถผ่านไปเจอดอกหญ้าต้นสูงท่วมหัว ยิ่งอยู่ใกล้ๆยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นมาริโอตอนเข้าไปในฉากที่ของทุกอย่างไซส์ใหญ่ไปหมดมารู้ที่หลังว่าชาวบ้านเอาดอกหญ้าต้นไซส์บิ๊กมาตากแห้ง ทำเป็นไม้กวาดเอาไว้ใช้ในบ้าน

บ้านดิน+ฝาง องค์ความรู้เดียวกันนิทรรศการอาหรับที่ TCDC

นอกจากทำไร่จำพวกกระเทียม ข้าวโพด และมันเทศแล้ว ชาวลีซอยังเย็บผ้าเอาไว้ใช้เอง และเอาไปขาย ผ้าปักลวดลายสีสันสะดุดตาพวกนี้แหละที่ดูดเงินจากกระเป๋านักท่องเที่ยวได้ดียิ่งนัก ถ้าใครชอบของสไตล์แบบนี้ขอแนะนำว่าเตรียมเงินมาเยอะๆ เลย ไม่งั้นจะเหมือนเรา ตอนจะซื้อก็เสียดายเงิน แต่พอกลับมาแล้วก็เสียใจ

หลังจากไปสำรวจชีวิตชาวบ้านแล้ว ต้นก็พาไปน้ำตก ชื่ออะไรหว่า.... จำไม่ได้ (ไว้ได้คุยกับต้นจะลองถามมันดูใหม่) น้ำตกยามนี้น้ำน้อย แล้วก็มีซากไม้ซุง และก้อนหินอีกมากมาย ต้นเล่าให้ฟังว่ามันไหลลงมาพร้อมกับน้ำป่าครั้งที่แล้ว กับสะพานขาดๆ ที่เราก็เห็นเป็นระยะก็เป็นผลพวงจากน้ำป่าครั้งที่แล้วเหมือนกัน น้ำที่น้ำตกเย็นเจี๊ยบ ลองเอาขาไปแช่แป๊บนึงถึงกับเป็นตะคริวกันเลยทีเดียว

ก่อนลงจากน้ำตก ซื้อมันเทศมากิน ดูหรูหรามาก เพราะห่อฟรอยด์เอาไว้ซะด้วย

พอพระอาทิตย์ตก ปายก็ถูกปกคลุมด้วยความหนาว หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อุ่นขึ้นมาอีกขั้นแล้ว ก็ช่วยไอต้นขนของไปขายโปสการ์ดที่ถนน ร้านมันก็ไม่มีอะไรมากนอกจากผ้าดิบขนาด 2 เมตร และขาตั้งกล้องที่ถูกดัดแปลงให้กลายมาเป็นที่ตั้งหลอดไฟ หลังจากปูผ้าเสร็จ ผลงานของช่างภาพรุ่นใหญ่ก็ถูกวางเรียงราย อย่างเป็นระเบียบ ไม่ได้ดูงานมันมานานแล้วหลังจากครั้งสุดท้ายที่สตูดิโอลาดกระบัง พอเจออีกทีมันก็ยึดอาชีพขายโปสการ์ดเป็นจริงเป็นจังไปแล้ว ก็ดีเหมือนกัน ดูมันจะมีความสุขกว่าตอนเป็นช่างภาพขี้โรคตั้งเยอะ